บทความ-Back to the Nature
“Back to the Nature” แนวคิดใหม่ เพื่อการจัดการฟาร์มสุกรที่ต้องเปลี่ยนไป
Back to the Nature: new concept for pig farm management changing
Vivat.c@chula.ac.th
1. ที่มาและความหมายของคำว่า “Back to the Nature”
ตั้งแต่เริ่มต้นยุคพัฒนาการเลี้ยงสุกรจากรูปแบบการเลี้ยงแบบหลังบ้าน รายละไม่กี่สิบตัว มาเป็นรูปแบบที่เลี้ยงหนาแน่นมากขึ้นรายละเป็นหลายร้อยตัว จนถึงหลักหมื่นตัว เพื่อให้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ตามหลักคิดของการเลี้ยงแบบธุรกิจในสมัยนั้น ทั้งๆที่พื้นที่ของฟาร์มมีไม่มากนัก จึงต้องสร้างโรงเรือนอย่างแออัด หลังคาชนหลังคา ทำให้เกิดปัญหาหลายประการ ทั้งกับตัวสุกรและกับสิ่งแวดล้อมในฟาร์ม เช่น เกิดโรคระบาดเป็นประจำและสุกรมีอัตราการตายสูงอย่างต่อเนื่อง สภาพอากาศในโรงเรือนไม่มีการถ่ายเทที่ดีพอ อุจจาระ ปัสสาวะและสิ่งปฏิกูลหมักหมมทั้งในโรงเรือนและบริเวณรอบนอก ทำให้เจ้าของฟาร์มต้องใช้ยาชนิดต่างๆกับตัวสุกร และสารเคมีต่างๆในโรงเรือนและบริเวณรอบๆ ยิ่งปียิ่งมากขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาได้เฉพาะหน้าในแต่ละช่วงฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังไม่ได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จนมาถึงในยุคปัจจุบัน หลายฟาร์มก็ยังใช้แนวคิดทำนองนี้อยู่ ทำให้เกิดกรณีพิพาทกับหมู่บ้านและมวลชนที่อยู่รอบข้างฟาร์ม ขณะที่ในประเทศไทยเองมีกฎหมายดูแลสิ่งแวดล้อมบังคับใช้มาหลายปีแล้ว และในต่างประเทศที่เจริญแล้วหลายประเทศในยุโรปได้ปรับแนวคิดใหม่ ตั้งแต่สองทศวรรษที่ผ่านมา โดยนำแนวคิด “Back to the Nature” กลับมาใช้ในฟาร์มเลี้ยงสุกรทั่วไป มากขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้ในประเทศอังกฤษ เดนมาร์ค และฝรั่งเศส เป็นต้น
ความหมายของคำว่า “Back to the Nature” ในฟาร์มเลี้ยงสุกร หมายถึง การเลี้ยงสุกรที่มีแนวคิดและรูปแบบที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติและพฤติกรรมของสุกร ที่เคยเป็นมาในอดีตกาล เช่น การเลี้ยงสุกรที่ปล่อยอยู่ในทุ่งกว้าง การเลิกใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากวัสดุธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์หรือใช้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น การเลี้ยงสุกรแบบรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ให้มีสิ่งปฏิกูลสะสมในฟาร์มนี้ เรียกกันในปัจจุบันว่า GREEN FARM ซึ่งรวมไปถึงการไม่กักขังสุกรเป็นรายตัว และปล่อยให้สุกรมีพื้นที่เดินได้เป็นอิสระในโรงเรือน เป็นต้น แนวคิดใหม่นี้จึงเป็นสิ่งที่ฟาร์มในประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนารูปแบบการเลี้ยงในปัจจุบัน ให้ทันยุคทันสมัย เพื่อความยั่งยืนในการอยู่รอดต่อไป ดังจะได้กล่าวรายละเอียดในหัวข้อต่อไปนี้
2. แนวคิด “Back to the Nature” ในเรื่อง อาหารที่ใช้เลี้ยง
สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยง ใช้วัตถุดิบอาหารไม่ว่าจะเป็นประเภทคาร์บอไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ที่มาจากแหล่งผลิตตามธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ต้องไม่อยู่ใกล้โรงงานที่มีสารพิษต่อสิ่งมีชีวิต ต้องไม่ปนเปื้อนหรือได้มาจากขบวนการแปรรูปที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารที่ใช้ในการแปรรูปที่อาจก่อให้เกิดพิษได้ นั่นคือ นาข้าว หรือไร่มันสำปะหลัง หรือไร่ข้าวโพดอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมเคมีชนิดร้ายแรง โดยเฉพาะโลหะหนัก เช่น ใกล้โรงงานหลอมตะกั่ว เป็นต้น วัตถุดิบอื่น เช่น กากถั่ว กากปาล์ม ที่มาจากโรงงานสกัดน้ำมันที่ไม่ได้มาตรฐาน มีสารไดออกซิน มีเชื้อรา หรือสารอื่นที่เป็นพิษต่อร่างกายสัตว์และมนุษย์ นอกจากวัตถุดิบหลักที่ต้องมีระบบตรวจสอบก่อนนำมาใช้ผลิตเป็นอาหารสุกรแล้ว ยังรวมถึงสารเสริมต่างๆ ที่เป็นสารสังเคราะห์ ซึ่งใช้ผสมในอาหาร ตัวอย่างเช่น สารเร่งการเจริญเติบโต สารเร่งเนื้อแดง รวมไปถึงยาปฏิชีวนะควบคุมโรคชนิดต่างๆที่ผสมในอาหาร เป็นต้น สารเสริมเหล่านี้บางอย่างเป็นสิ่งจำเป็น เช่น ไวตามิน แร่ธาตุ แต่อาจผลิตจากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือมีการปนเปื้อน หรือเป็นไวตามินที่หมดอายุ สารเสริมบางอย่างที่เป็นสารต้องห้ามในอาหารหรือในน้ำที่ให้สุกรกิน เพราะจะมีผลร้ายถึงผู้บริโภคเนื้อสุกร เช่นสารเร่งเนื้อแดง เป็นต้น นอกจากนี้ รูปแบบของการให้อาหาร จะต้องเปลี่ยนจากอาหารผงหรืออาหารเม็ด เป็นอาหารน้ำ(Liquid feed) ตามพฤติกรรมความชอบของสุกรโดยเฉพาะสุกรขุนและแม่สุกรเลี้ยงลูก ซึ่งสุกรจะกินได้ดีกว่า และเติบโตได้เร็วกว่า แม่สุกรก็จะผลิตน้ำนมสำหรับเลี้ยงลูกได้มากกว่า ทำให้ลูกสุกรมีสุขภาพสมบูรณ์
ดังนั้น แนวคิดในการเลี้ยงสุกรแบบธรรมชาติ คือ เลือกหาซื้อวัตถุดิบทั้งหมดจากแหล่งที่ปลอดจากสารเคมี มีการเก็บรักษาที่ได้มาตรฐาน เช่น เก็บในไซโลที่ควบคุมความชื้น ควบคุมหนู แมลง มอดและเป็นวัตถุดิบที่ไม่ค้างสต็อคนานเกินไป ไม่มีเชื้อรา สำหรับสูตรอาหารที่ใช้ ต้องลดการเติมสารเคมีที่ไม่จำเป็น รวมทั้งยาชนิดต่างๆด้วย เพื่อให้สุกรได้กินอาหารที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ตามหลักการของการทำเกษตรอินทรีย์ หรือ GREEN FARM ผลผลิตที่ได้เรียกว่า GREEN PRODUCTS ซึ่งจะเกิดผลดีกับผู้บริโภคผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรนั้นด้วย
3. แนวคิด “Back to the Nature” ในเรื่อง การใช้ยาในฟาร์ม
ปัจจุบันหลายประเทศในยุโรป ได้ออกกฏระเบียบห้ามใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อเป็นอาหารมนุษย์ อย่างน้อยในช่วงท้ายของการเลี้ยงไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ก่อนส่งโรงฆ่า ไม่ว่าจะเป็น ไก่เนื้อไก่ไข่ โคนมโคเนื้อ และสุกร เป็นต้น ทั้งนี้เพราะพิสูจน์แล้วว่า มีผลต่อการดื้อยาในคนป่วยที่กินเนื้อสัตว์ที่ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นประจำ ทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะรักษาโรคในคนเหล่านั้นไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร หรือต้องเพิ่มขนาดมากขึ้น หรือต้องเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นที่มีราคาแพงขึ้น
ดังนั้น การเลี้ยงสุกรในปัจจุบันจึงต้องลดการใช้ยาปฏิชีวนะทุกชนิด หรือใช้เฉพาะจำเป็นในช่วงสุกรอายุน้อยเท่านั้น โดยต้องปรับเปลี่ยนวิธีการควบคุมโรคด้วยวิธีการแบบอื่น เช่น ไม่เลี้ยงสุกรหนาแน่นเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดความเครียด ปรับการจัดการโดยทำคอกให้สะอาด แห้ง เพื่อลดการแพร่เชื้อโรคในคอก อาจใช้ยาประเภทสมุนไพร เช่น ฟ้าทะลายโจร เปลือกมังคุด ใบย่านาง ฯลฯ ช่วยแก้ปัญหาโรคที่เกิดกับสุกร ซึ่งอาจได้ผลไม่ทันใจ แต่ปลอดภัยกับผู้บริโภค การใช้กล้วยสุกเป็นอาหารเสริมกับลูกสุกร แทนการใช้ไวตามินละลายน้ำ การใช้ใบฝรั่ง ต้นหญ้าบางชนิด ลดปัญหาขี้ไหล เหล่านี้เป็นต้น การเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยงโดยกลับไปสู่ธรรมชาติเช่นนี้ กำลังเป็นแนวคิดที่พัฒนาสู่การปฏิบัติได้จริงต่อไป
4. แนวคิด “Back to the Nature” ในเรื่อง ปรับรูปแบบโรงเรือนและการจัดการในคอกคลอด
โรงเรือนเลี้ยงสุกรในประเทศไทย ได้พัฒนารูปแบบมาโดยตลอด จากคอกบนพื้นดิน เป็นคอกที่ยกพื้นไม้สูง ต่อมาเป็นพื้นคอนกรีตทึบ และเป็นพื้นสแลตคอนกรีตในปัจจุบัน สำหรับตัวโรงเรือน จากโรงเรือนเปิด ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นโรงเรือนปิดเป็นส่วนใหญ่ และใช้ระบบที่ทำให้เกิดความเย็นในโรงเรือนด้วยการระเหยของน้ำหรือระบบอีแวป(Evaporative cooling system) ซึ่งแม้ว่าจะทำให้อุณหภูมิในโรงเรือนเย็นลงหลายองศา แต่ความชื้นก็สูงมาก เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา เพราะใช้หลักการของการเปลี่ยนสถานะของน้ำจากของเหลวเป็นไอน้ำและดูดความร้อนแฝง ทำให้อากาศที่ผ่านม่านน้ำมีอุณหภูมิเย็นลง โดยเฉพาะในช่วงอากาศภายนอกโรงเรือนที่ร้อนมากๆ หรือในช่วงก่อนฝนตก ที่ความชื้นในบรรยาากาศสูง การทำให้อุณหภูมิในโรงเรือนลดต่ำลงจะทำได้ยากมาก ความชื้นในโรงเรือนจึงสูงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่เป็นผลดีกับสุขภาพของสุกร ในอนาคตน่าจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ เช่น การใช้วัสดุก่อสร้างโรงเรือนที่สามารถป้องกันความร้อนจากภายนอกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่น แผ่นโฟมหรือไซด์บอร์ดแบบใหม่ และการใช้หลักการใหม่ของการทำให้อุณหภูมิโรงเรือนเย็นลง เช่น การใช้ความเย็นจากใต้พื้นดินหรือจากบ่อน้ำลึกที่มีอุณหภูมิคงที่ตลอดปีไม่ว่าฤดูกาลใด โดยที่มีความชื้นน้อยกว่า และประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำความเย็นได้มากกว่า ซึ่งจะต้องมีการวิจัยพัฒนากันต่อไป นี่เป็นแนวคิดใหม่ของ “Back to the Nature” ที่กลับไปใช้ธรรมชาติในการเลี้ยงสุกร
สำหรับโรงเรือนพ่อแม่พันธุ์ส่วนใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบัน ยังขังแม่สุกรอุ้มท้องในซองตับอยู่ ในอนาคตอันใกล้ ด้วยเหตุผลเพื่อการส่งออกและการขาดแรงงานในฟาร์ม น่าจะต้องเปลี่ยนรูปแบบเป็นขังคอกรวม เพื่อเข้ากฎเกณฑ์เรื่องสวัสดิภาพของสัตว์(Animal welfare) และใช้ระบบการให้อาหารอัติโนมัติ(Automatic feeding system) เช่นเดียวกับในประเทศยุโรปที่ได้ออกกฎระเบียบใหม่และเริ่มบังคับใช้ในปี ค.ศ. 2013 นี้แล้ว สำหรับในคอกคลอด แต่เดิมใช้ไฟฟ้ากกลูกสุกร ที่เป็นหลอดไฟฟ้าธรรมดาหรือหลอดไฟแสงยูวี ปัจจุบันมีหลายฟาร์มได้เริ่มเปลี่ยนพื้นที่นอนของลูกสุกรเป็นพื้นที่ให้ความอบอุ่นกับลูกสุกรโดยตรง โดยใช้ระบบทำความอบอุ่นด้วยพลังงานที่ผลิตได้เองในฟาร์ม เช่น ความร้อนจากน้ำหล่อเย็นและท่อไอเสียของเครื่องยนต์ปั่นไฟฟ้าที่ใช้แก๊สชีวภาพจากบ่อบำบัดมูลสุกร เป็นต้น ในอนาคตน่าจะต้องพัฒนาไปใช้พลังงานจากแสงแดด ซึ่งประเทศไทยมีอยู่อย่างเหลือเฟือตลอดทั้งปี นี่ก็เป็นแนวคิดของ “Back to the Nature” อีกรูปแบบหนึ่ง
สำหรับการจัดการกับลูกสุกรแรกเกิด ในหลายปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนรูปแบบ การเช็ดตัวลูกสุกรด้วยกระสอบหรือผ้าขี้ริ้ว เป็นการชุบด้วยผงแป้งที่ทำมาจากดินในธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกที่ออกมาสู่โลกของอากาศ เพราะระบบการสร้างความร้อนของร่างกายลูกสุกร(Body thermo-regulator)ยังไม่เคยทำงานขณะอยู่ในท้องของแม่ การชุบตัวลูกสุกรด้วยผงแป้งตั้งแต่นาทีแรกที่ออกจากช่องคลอด ทำให้ลูกสุกรยังไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานที่สะสมไว้ในไคลโคเยนของตับ ลูกสุกรแรกเกิดจะแข็งแรงเร็วและได้กินน้ำนมเหลืองได้เร็ว ทำให้อัตราการรอดชีวิตของลูกสุกรสูงขึ้น นอกจากการใช้ผงแป้งชุบตัวลูกสุกรแล้ว ยังมีทดลองต่อยอดการใช้ผงแป้งพ่นในคอก เพื่อทำให้คอกคลอดแห้งและสะอาด และยังใช้พ่นในคอกอนุบาล และคอกสุกรขุนเล็ก เมื่อมีการย้ายลูกสุกรจากหลายแม่มาอยู่คอกเดียวกันโดยมีการจัดให้มีขนาดเดียวกัน ซึ่งผงแป้งจะช่วยลดความเครียดของลูกสุกรและลดการกัดกันด้วย นอกจากนี้ การจัดการกับลูกสุกรแรกเกิดที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การป้อนน้ำนมเหลืองกับลูกสุกรทุกตัว โดยการรีดน้ำนมเหลืองด้วยมือ หรือด้วยเครื่องรีดน้ำนมเหลืองด้วยไฟฟ้า(Sow milking machine) จากแม่ที่ให้น้ำนมดี ซึ่งการรีดน้ำนมด้วยเครื่องรีดนมไฟฟ้าจะได้น้ำนมเหลืองที่สะอาดกว่ารีดด้วยมือและได้น้ำนมเหลืองมากกว่าด้วย แล้วนำไปป้อนให้กับลูกสุกรทุกตัว โดยเฉพาะลูกสุกรตัวเล็กใน 24 ชั่วโมงแรก จะช่วยให้ลูกสุกรทุกตัวได้รับภูมิต้านทานโรคที่มีอยู่ในฟาร์มนั้น ซึ่งทำให้ลดปัญหาขี้ไหล ลดการใช้ยา และลดอัตราการตายด้วย ซึ่งน้ำนมเหลืองเป็นน้ำนมจากธรรมชาติแท้ที่มีอยู่พร้อมในฟาร์ม ไม่ต้องซื้อหา การจัดการลูกสุกรแบบใหม่นี้ จัดอยู่ในแนวคิด “Back to the Nature” อีกรูปแบบหนึ่ง
5. แนวคิด “Back to the Nature” ในเรื่อง การรักษาสิ่งแวดล้อม
ในสถานการณ์ปัจจุบันไม่ว่าในประเทศไทย หรือประเทศอื่นทั่วโลก การรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นโลกสีเขียว การลดแก๊สเรือนกระจก การลดอุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน การรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม นับเป็นประเด็นสำคัญ ที่ทั่วโลกกำลังเพ่งเล็ง สำหรับการทำฟาร์มเลี้ยงสุกรก็เช่นกัน จำเป็นที่ต้องมีระบบต่างๆ ที่ช่วยรักษาธรรมชาติไว้ ได้แก่ ระบบการกำจัดของเสียในฟาร์ม ซึ่งไม่ใช่เรื่องมูลสุกรและน้ำเสียอย่างเดียว ยังรวมถึงการควบคุมพาหะนำโรคในฟาร์ม ได้แก่ แมลงวัน หนู นก เรื่องกลิ่นเหม็น และเรื่องเสียงดังรบกวนชุมชนใกล้เคียงด้วย ระบบการควบคุมแก๊สเรือนกระจกหรือคาร์บอนฟุตพริ๊นท์เป็นสิ่งที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ ซึ่งจำเป็นที่ฟาร์มสุกรจะต้องทำการศึกษาและติดตามให้ทันกับกฏระเบียบใหม่ๆนี้ด้วย การปลูกต้นไม้ที่นอกจากให้ความร่มรื่น เพิ่มความสวยงามให้กับฟาร์มแล้ว ยังอาจช่วยป้องกันลมพายุ และช่วยลดแมลงวันด้วย เช่น ต้นยูคาลิปตัส เป็นต้น แนวคิดการเลี้ยงสุกรแบบธรรมชาติโดยรักษาสภาพแวดล้อมนี้ ยังรวมถึงการนำระบบการลดการใช้พลังงานในฟาร์มให้เหลือเท่าที่จำเป็น หรือใช้พลังงานที่มาจากธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงแดด พลังงานลม ที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือในประเทศไทยและไม่ต้องเสียเงินซื้อ
บทสรุป
การปรับรูปแบบใหม่ของการเลี้ยงสุกรให้กลับไปสู่วิถีทางธรรมชาติหรือ “Back to the Nature” เป็นสิ่งที่เจ้าของฟาร์มต้องคำนึงถึง ต้องศึกษาและต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นจริง ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน ทั้งเรื่องของวัตถุดิบอาหารที่ต้องมาจากแหล่งผลิตที่เป็นธรรมชาติ สารเสริมที่เติมในอาหารต้องมาจากธรรมชาติ รูปแบบการให้อาหารตามพฤติกรรมของสุกร สภาพโรงเรือนและคอกไม่แออัดตามกฎเกณฑ์สวัสดิภาพของสัตว์ การจัดการการเลี้ยงดูต่างๆที่เป็นแบบธรรมชาติ และการรักษาสิ่งแวดล้อมภายในฟาร์มและนอกฟาร์ม การทำฟาร์มแบบนี้ เรียกว่า GREEN FARM ซึ่งเป็นการทำฟาร์มแบบยั่งยืน ที่ทั่วโลกยอมรับ ทำให้เจ้าของฟาร์มสามารถธำรงค์อาชีพนี้ต่อไปถึงลูกถึงหลานได้